"หมอ" กับบทบาทผู้ล่าในห่วงโซ่บริโภคนิยม ตอนที่ 3
posted on 09 Nov 2009 17:47 by redhoteyes
อันที่จริงแล้ว ในบรรดาแพทย์ที่ผมเคยไปพบนั้น ไม่ใข่ว่าจะเลวร้ายไปเสียทั้งหมด แต่อย่างไรก็ตาม มีการปฏิบัติ (ซึ่งไม่ถูกใจผม) บางประการที่หมอแทบทุกคนจะเป็นเหมือนกัน ซึ่งบางทีคุณหมอเองอาจไม่รู้ตัว กระทำไปโดยความเคยชิน หรือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติมแต่ครั้งกาลก่อนผมก็ไม่อาจทราบได้
ประการแรกคุณหมอมักไม่ค่อยอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับโรคให้คนไข้ฟัง ผมเชื่อว่าคนแทบทุกคน (หรืออย่างน้อยก็ผมคนหนึ่ง) ไม่ได้ไปหาหมอเพราะอยากได้ยามากินหรอกครับ และส่วนใหญ่ (หรืออย่างน้อยก็ผมคนหนึ่ง) ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นโรคอะไร คนไข้ไปหาหมอเพราะต้องการ “ปรึกษา” คุณหมอ แต่คุณหมอมักจะปฏิบัติต่อคนไข้ราวกับว่าเขาเป็นวัตถุชิ้นหนึ่ง หรือไม่ก็เป็นลูกหมาตัวหนึ่ง ที่แค่สักแต่ว่ารักษาให้มันจบๆ ไปก็พอ หรือไม่ก็บอกว่าคุณเป็นโรคนั้นโรคนี้ แต่ไม่ให้ความรู้แก่คนไข้เลย สาเหตุของโรคคืออะไร? อาการของโรค? และวิธีรักษา?
ในชั่วชีวิตคนคนหนึ่งคงต้องเข้าออกโรงพยายบาลบ้างไม่มากก็น้อย หลายคนเข้าไปในโรงพยาบาลพร้อมกับความไม่รู้ กล่าวคือ ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นโรคอะไร และรักษาอย่างไร คนเหล่านั้นไม่มากน้อยย่อมต้องคาดหวังว่าแพทย์จะให้ความรู้แก่เขา และเมื่อพวกเขาเดินออกจากโรงพยาบาลหลังจากรักษาโรคหายแล้ว พวกเขาจะมีความรู้ และสามารถดูและรักษาสุขภาพของตน เพื่อไม่ให้ต้องกลับมาหาหมอด้วยโรคเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีก ผมไม่รู้ว่าผมคาดหวังเกินไปหรือไม่ ที่อยากจะให้โรงพยาบาลไม่ใช้เป็นเพียงแค่สถานที่ให้การรักษาผู้ป่วย หากต้องเป็นสถาบันที่ให้ความรู้ด้านสุขภาพแก่ชุมชน ผมอยากจะเห็นภาพในโรงพยาบาลที่มิใช่มีแต่ “คนไข้กับหมอ” แต่มีภาพของ “นักเรียนกับครู” รวมอยู่ด้วย... บางที ผมอาจคาดหวังมากเกินไป....
ประการที่สอง คุณหมอเอาอะไรให้คนให้กิน หรือจะทำอะไรกับร่างกายเขา จากประสบการณ์ของผม คุณหมอมักจะบอกคนไข้แต่เพียงว่าจะให้ “ยาแก้โรค...” ไปกิน (หรืออย่างเลวร้ายที่สุดคือ ไม่บอกเลยด้วยซ้ำ ให้คนไข้คิดเอาเอง?) โดยที่ไม่อธิบายคุณลักษณะ ทุษลักษณะ และที่มาที่ไปของยาแก่คนไข้ คุณหมอบางคนอาจจะแก้ตัวว่า “ก็คนไข้ไม่ได้ถาม” ซึ่งเป็นคำแก้ตัวที่ฟังไม่ขึ้น เหตุผลคือ โดยปกติแล้วคนไข้เป็นผู้ไม่มีความรู้ และโดยที่ไม่มีความรู้ก็เลยไม่รู้ว่าจะถามอะไร แต่คุณหมอเป็นผู้มีความรู้ และที่สำคัญเป็นผู้แนะนำ (หรือบังคับ?) ให้คนไข้กินยาดังกล่าว
และโดยปกติแล้วยาหลายชนิดมีผลข้างเคียง แม้จะมีโอกาสเกิดน้อยมากจากการทดลอง แต่ผมคิดว่ามันเป็นข้อมูลสำคัญที่คุณหมอทำเป็นต้องแจ้งให้คนไข้รู้ บทเรียนก็มีให้เห็นอยู่บ้างบางครั้งที่มีข่าวว่าคนไข้กินยาแล้วเกิดผลข้างเคียง บางคนสามารถฟ้องร้องเรียกค่าเสียได้ก็ใชคดีไป แต่สำหรับคนที่ขาดโอกาสเหล่านั้นก็คงเป็นได้เพียงแพะรับบาปจากความประมาทของหมอ
และประเด็นสำคัญที่สุดคือ คุณหมอควรจะเปิดโอกาสให้คนไข้ได้เลือกด้วยตนเองว่าเขาจะรับยา หรือรับการรักษานั้นๆหรือเปล่า เพราะปัจจัยในการตัดสินใจรับหรือไม่รับนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับคำแนะนำของแพทย์เพียงอย่างเดียว หากแต่รวมไปถึงความพร้อมของตัวคนไข้เอง ไม่ว่าจะเป็นความพร้อมทางด้านทรัพย์สิน ความสะดวกในการเดินทางในกรณีที่ต้องมีการนัดพบ และรวมไปถึงเหตุผลส่วนตัวมากมาย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงในโรงพยาบาลทุกวันนี้ก็คือนอกจากคุณหมอมักไม่แจ้งราคายา และค่ารักษาให้คนใข้ทราบก่อนแล้ว ยังไม่ให้โอกาสคนไข้ได้ตัดสินใจเลย ผมเรียกการรักษาลักษณะนี้ว่า “การรักษาแบบมัดมือชก” คนไข้จะรู้ตัวว่าต้องเสียเงินเท่าไหร่ก็ต่อเมื่อยอมรับการรักษาไปแล้ว
หากมองดูผิวเผินอาจเห็นว่าหมอไม่ผิดเพราะคนไข้โง่เองที่ไม่รู้จักรักษาสิทธิของตัวเองในการถามและสิทธิในการปฏิเสธ แต่หากมองอีกมุมก็เหมือนกับว่าคุณหมอหาประโยชน์จากความโง่ของคนไข้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนไข้บางคนกลัวหมอ ไม่กล้าซักไม่กล้าถาม หมอบางคนก็ปากเสีย บางคนชอบตอบคำถามแบบปัดๆ ทำให้คนไข้ไม่มั่นใจที่จะถาม จากประสบการณ์ของผม หมอที่แสบที่สุดคือ เมื่อตอบคำถามผมไม่ได้ ก็หันไปตำหนิพยาบาลว่าทำไมไม่ให้ข้อมูลแก่คนไข้ ต่อหน้าต่อตาผมเลยครับ แล้วคนที่รู้สึกผิดที่สุดก็คือผมซึ่งเป็นคนยิงคำถามแล้วทำให้พยาบาลเดือนร้อน จะเห็นได้ว่ามีปัจจัยและเหตุผลมากมายที่ทำให้คนไข้ไม่อยู่ในสภาพที่จะรักษาสิทธิของตัวเองได้ ดังนั้นการที่คุณหมอฉกฉวยประโยชน์จากความโง่ของคนไข้นี้เอง ทำให้บางทีผมมองไม่ค่อยเห็นเส้นกั้นแบ่งบางๆ ระหว่างหมอกับอาชญากร
ประการที่สาม สั่งยาไว้ก่อน ทุกวันนี้ บ่อยครั้งผมตัดสินใจไม่ถูกว่าจะไปโรงพยาบาลดี หรือไปร้านขายยาดี เพราะการไปโรงพยาบาลก็เหมือนกับการเสี่ยงโชค ถ้าโชคดีคุณอาจได้พบหมอดีๆ และได้รับการรักษาที่ถูกต้องโดยที่บางทีไม่จำเป็นต้องเสียค่ายา แต่ถ้าโชคไม่ดีคุณจะได้รับสิ่งต่างๆ จากโรงพยาบาลไม่ต่างกับที่คุณได้จากร้านขายยา แต่คุณต้องจ่ายในราคาที่แพงกว่า
ในชีวิตผมเท่าทีจำได้มีอยู่ประมาณ 2 – 3 ครั้งที่ไปโรงพยาบาลแล้วสามารถกลับออกมาได้โดยที่ไม่ต้องหิ้วถุงยาติดมือมาด้วย ครั้งแรกนั้นทำให้ผมรู้สึกอัศจรรย์ใจเป็นอย่างยิ่ง แม้จะรู้สึกงงๆ แต่ก็ประทับใจมากเพราะคุณหมอได้ให้ความรู้แก่ผมมากมาย แต่เรื่องน่าประทับใจเช่นนี้มิได้เกิดขึ้นบ่อยนักสำหรับผม
สมัยเด็กผมเคยเป็นนักกรีฑา และช่วงหนึ่งผมมีอาการปวดเข่าเรื้อรังจึงไปปรึกษาหมอ สิ่งที่ได้มาคือ ยานวดกล้ามเนื้อและยาแก้ปวด! ซึ่งไม่ต่างจากที่ผมซื้อจากร้านขายยาอยู่เป็นประจำ คำถามที่เกิดขึ้นในใจผมคือ “นี่หรือคือการรักษา?” หลังจากนั้นผมจึงเริ่มเข้าใจว่าแท้ที่จริงแล้วคำสองคำได้แก่คำว่า “การกินยา” กับคำว่า “การรักษา” แม้จะฟังดูใกล้เคียงกัน แต่ในบางกรณีมันกลับให้ความหมายกันละเรื่องเลย ในทางตรงข้าม บางทีคำว่า “การให้คำปรึกษา” ยังมีความหมายใกล้เคียงกับ “การรักษา” มากกว่าเสียอีก
ผมไม่รู้ว่าความเชื่อหรือค่านิยมที่เชื่อว่า “การกินยาคือการรักษาโรค” มีอยู่จริงหรือไม่ในสังคมไทย และไม่แน่ใจว่าค่านิยมหรือความเชื่อดังกล่าวใช่เป็นเหตุผลที่หมอมักชอบสั่งยาให้คนไข้เสียทุกรายหรือเปล่า? เจ็บเล็กเจ็บน้อย ป่วยจริงป่วยหลอกก็เห็นเป็นต้องจ่ายเงินซื้อยาจากโรงพยาบาลกันทุกราย ผมไม่รู้ว่ามีคนไข้ที่ “รู้สึกว่าถ้าไม่ได้ยาแล้วเหมือนไม่ได้รับการรักษา” หรือเปล่า หรือว่ามีคนไข้ที่ “จะไม่พอใจหากหมอไม่สั่งยาให้” หรือไม่ ถ้ามี ผมต้องสารภาพว่าผมเองก็คิดไม่ออกว่าควรจะทำอย่างไร แต่ที่ผมรู้ก็คือ ยังมีคนไข้อีกจำนวนหนึ่ง (อย่างน้อยก็ผมคนหนึ่ง) ที่ไม่ได้ต้องการยามากไปกว่า “คำแนะนำธรรมดา” ของหมอ สำหรับผมแล้ว ผมคิดว่าคำแนะนำดีๆ มีค่ายิ่งกว่ายาหลายเท่าครับ ดังนั้นผมจะไม่เสียใจเลยหากต้องจ่ายค่ารักษาแพงๆ เพื่อแลกกับคำแนะนำเหล่านั้น ในทางตรงข้าม ผมไม่ดีใจเลยสักนิดที่ได้ยาเกรด A มากินโดยที่ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับโรคเลย ในใจผมนั้นให้ความคาดหวังแก่โรงพยาบาลไว้สูงกว่าร้านขายยาโดยปกติครับ ดังนั้นผมจึงรู้สึกสับสนเวลาที่ถูกทำให้เห็นว่า “ขนาดของร้านขายยามันใหญ่ขึ้น” ครับ!!
ตัวผมนั้นไม่มีเพื่อนเป็นนักเรียนแพทย์ ไม่มีญาติเป็นแพทย์ และไม่เคยได้สัมผัสสังคมของแพทย์ ทำให้ผมไม่เคยรู้อย่างแท้จริงว่าพวกหมอเขาคิดเห็นกับสิ่งต่างๆ อย่างไร ดังนั้นผมเชื่อว่าคงมีเหตุผลของการกระทำหลายอย่าง และมุมมองอีกหลายๆมุมมองที่ผมมองไม่เห็น ในทางเดียวกัน ในฐานะที่ผมเป็นคนไข้คนหนึ่งซึ่งยืนอยู่บนจุดที่แตกต่างกับหมอ ทำให้บางทีสามารถมองเห็นอะไรบางอย่างที่คุณหมอมองไม่เห็น หรืออาจไม่ทันสังเกตุ ผมจึงพยายามวิเคราะห์มุมมองของผมที่มีแต่แพทย์ และเขียนเป็นบทความนี้ขึ้นมา จุดประสงค์มิใช่เพื่ออยากจะกล่าวโทษใคร มิใช่ต้องการบอกว่าหมอไม่ดี หรืออวดอ้างว่าตัวเองเก่งกว่าหมอแต่อย่างใด แต่เพราะผมรู้ว่าชีวิตคนเรา (อย่างน้อยก็ผมคนหนึ่ง) คงขาดหมอไม่ได้ และผมไม่อยากให้ตัวเองตกอยู่ในสังคมที่หมอมุ่งแต่จะหาผลกำไรจากคนไข้
อาจเป็นเพราะกระแสโลกาภิวิฒน์ทำให้หลายคนในหลายสาขาอาชีพต้องแข่งขันกันเพื่อความอยู่รอด อาชีพต่างๆ ที่แต่เดิมเคยเป็นอาชีพที่ดูมีคุณค่าและเป็นความฝันของหลายๆคน เช่น นักเขียน ครู จิตรกร และรวมไปถึงหมอ ต่างกำลังสั่นคลอนจากความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ อาชีพเหล่านั้นต้องต่อสู้เพื่อให้สามารถอยู่รอดในสังคมบริโภคนิยมที่ผู้คนต่างเหยียบย่ำกันและกันเพื่อขึ้นไปสู่จุดสูงสุด ในขณะเดียวกันก็ต้องสละตนเองเพื่อค้ำจุนผู้คนในสังคม ต้องคอยระวังไม่ให้ตนเองพังทลายลงมา ทั้งยังต้องควบคุมไม่ให้ตนเองหลงไปตามกระแสของผลกำไร สังคมคงจะไม่สามารถอยู่ได้ ถ้าหากอาชีพเหล่านั้นต้องพ่ายแพ้แก่กระแสบริโภคนิยมนี้
แม้ว่ากระแสของโลกจะเปลี่ยนไปอย่าไรก็ตาม ผมก็ยังเชื่ออย่างงมงายว่าหมอเป็นอาชีพที่มีเกียรติ ซึ่งเกียรติของหมอย่อมต้องแลกมาด้วยการค้ำจุนสุขภาพของคนในสังคม ผมมักจะวาดภาพของหมอในอุดมคติของผมว่า หมอคือผู้ที่มีใจเมตตา ปรารถนาจะช่วยเหลือผู้ป่วย ดังนั้นผมจึงไม่อยากเห็นหมอต้องมาแสดงบทบาทเป็นผู้ล่าในกระแสบริโภคนิยมครับ

